บทละครเรื่องพระเวชสันดรชาดก

บทละคร  เรื่อง  พระเวสสันดรชาดกกัณฑ์กุมาร      

บรรยาย          

(เมื่อ  2500  กว่าปีก่อนพุทธกาล  ครั้งนั้นพระโพธิสัตว์เสวยพระชาติ เป็นพระเวสสันดร  ได้บำเพ็ญบารมีอย่างสูงสุด  ยากเกินกว่าจะมีผู้ใดทำได้  มหาเวสสันดรชาดก  เป็นเรื่องสูงส่ง  แสดงให้เห็นถึงการเสียสละประโยชน์สุขส่วนตน  ของพระเวสสันดร  เพื่อเป็นทางนำไปสู่พระโพธิญาณ  เมื่อได้บรรลุพระโพธิญาณแล้วก็มิได้รับประโยชน์เฉพาะตน  แต่ได้นำมาสั่งสอนเพื่อประโยชน์สุขแก่ชาวโลกด้วย     

พระเวสสันดรทรงเป็นพระราชโอรสของพระเจ้าสัญชัยกับพระนางผุสดี  แห่งแคว้นสีวีราษฎร์  เมื่อพระเวสสันดรได้รับเวนราชสมบัติจากพระบิดา  ได้พระราชทานช้างปัจจัยนาเคนทร์แก่กษัตริย์แคว้นกลิงคราชฎร์ ประชาชนไม่พอใจ  พระเวสสันดรจึงถูกพระราชบิดาเนรเทศไปอยู่ป่าหิมพานต์

                กล่าวถึง ชูชกพราหมณ์เฒ่า มีอาชีพขอทาน  ได้นางอมิตตดาบุตรสาวของเพื่อนที่ชูชกนำเงินที่ขอได้ไปฝากไว้แต่กลับจ่ายหมด  จึงยกลูกสาวให้เป็นภรรยา  นางอมิตตดาไปอยู่กับชูชกปรนนิบัติรับใช้อย่างดี  จนเพื่อนบ้านอิจฉาจึงถูกรุมดุด่า  นางต้องร้องห่มร้องไห้กลับมาบ้าน )  

 

ฉากที่  1    ขณะที่ชูชกยืนอยู่  นางอมิตตดาเดินร้องห่มร้องไห้เข้ามา

อมิตตดา               “ไม่เอาอีกแล้ว ฮือๆ   จะไม่ทำต่อไป ฮือๆ  ๆ ๆ”

ชูชก                        “โอ้ น้องอมิตตดาของพี่ชู  อย่าร้องน่ะ  นิ่งเสียยอดรัก มีสิ่งอันใดหรือ  บอกพี่ชู มาเถอะ”

อมิตตดา               “ก็พวกชาวบ้านนะซิ มันรุมด่าฉันฮือๆ ”

ชูชก                        “มันว่าน้องอมิตตดาอย่างไร  บอกพี่ชูมา  เดี่ยวพี่ชูจัดการมันเอง”

 อมิตตดา              “ มันด่าว่า  อีคนขยัน  อีนางผู้ดี  อีไม่มีความชั่ว  อีไม่มั่วผู้ชาย  ดูซิมันด่าฉันช่างน่าอายนัก”

ชูชก                        “เหรอ มันเจ็บนักนะ    ก็พี่ชูบอกแล้ว ว่าอย่าเป็นคนดีมากนัก   ถ้าทำดีก็อย่าให้เด่นเกินหน้าใคร  เพื่อนๆ   เขาอิจฉาเรานะ  อย่าไปสนใจเลย”

อมิตตดา               “แต่ฉันจะไม่ทำงานบ้านต่อไปแล้วนะ  แกต้องไปหาทาสมาทำแทนฉันนะ”

ชูชก                        “ไม่เป็นไรของพวกนี้พี่ชูทำเองได้”

อมิตตดา               “ไม่ได้ๆ มันผิดธรรมเนียม ประเพณี ของพวกนี้เขาไม่ให้ผู้ชายทำ”

ชูชก                        “แต่พี่ชูไม่ถือ”

อมิตตดา               “ไม่รู้ล่ะ แกต้องไปหาทาสมาให้ฉันไม่ยังงั้นฉันจะกลับบ้าน จะไปอยู่กับพ่อกับแม่ฉัน”

ชูชก                        “โอ้เบา ๆ แม่อย่าเพิ่งพูดว่าจะกลับบ้าน จะทำให้พี่ชูเป็นลมตายเสียก่อน เราจะไปเอาทาสมาจากไหนเงินทองก็ไม่มี”

อมิตตดา             “จะต้องไปเสียเงินทองอะไรกันเล่า พระเวสสันดรออกไปจำศีลอยู่ที่เขาวงกต พระราชโอรสและธิดาก็ออกไปด้วย ก็ไปขอโอรสธิดานั้นแหละมาใช้สอยสิ เรื่องมันก็ง่ายจะตายไป”

ชูชก                        “โอ้ย ตายแล้วแม่อมิตตดา  เขาวงกตน่ะมันไม่ใช่ใกล้ ๆ เดินกันเป็นเดือนทีเดียว ถ้าพี่ชูไปก็คงไม่มีหวังจะได้กลับมา คงจะตายเสียกลางทางเป็นแน่ทีเดียว  ”

อมิตตดา               “แกจะกลัวอะไร เป็นผู้ชายแท้ๆ  หรือขี้ขลาดตาขาว  หรือว่าแกเป็นกระเทย”

ชูชก                       “โถ ๆ  ช่างว่าไป  อยู่กันมาตั้งนาน  ยังไม่รู้อีก  พี่กลัวเมียได้คนอื่น  ก็น้องสวยอย่างนี้”

อมิตตดา               “ฉันไม่รู้ด้วย ถ้าหาคนใช้มาให้ฉันไม่ได้ก็ต่างคนต่างอยู่เถอะ อย่าอยู่ร่วมกันเลย ”

ชูชก                      “เอาก็เอาวะ จะเป็นหรือตายก็ช่าง เพราะเห็นแก่ความรักต่อแม่อมิตดา ตาเฒ่าชูจะพยายามเดินทางไปจนกว่าจะได้กลับมา”

เมื่อตกลงว่าจะไปแล้ว    ชูชกก็จัดแจงเรือนชานเตรียมเสบียงอาหารทุกชนิด   และสั่งลาเมียรัก ด้วยการร้องเพลง  สั่งนาง 

 

ฉากที่   2  ชูชกเดินทางไปขอสองกุมาร

              ตาเฒ่าจอมขอก็ดั้นด้นเดินมุ่งหน้าไปยังเขาวงกต พบใครก็ถามถึงเขาวงกต แทนที่จะได้รับคำตอบ กลับได้ทั้งคำพูดให้เจ็บใจและแถมศอกเข่าก้อนดินเป็นของแถมพอหอมปากหอมคอ แต่แกก็ไม่ยอมย่อท้อ ถูกทุบตีก็หลบหลีกพอพ้นไปเฉพาะหน้า

 

ชาวบ้าน                “อ้ายพราหมณ์ขอทาน ไป ๆ ให้พ้น”    ไอ้ลูกอีช่างขอ    ไอ้เฒ่าจัณไร อย่ามาขอแถวนี้” ไปให้พ้นไปๆๆ “

                ว่าแล้วก็มีอะไรลอยปลิวมาจนตาพราหมณ์เฒ่าต้องรีบแจวต่อไปข้างหน้า ตราบจนกระทั่งเข้าเขตป่าที่เจตบุตรรักษาการอยู่ หน้าตาขมึงทึงท่าทางดุร้าย มือกุมธนู เพ่งจ้องมองมาที่แก พร้อมกับยกธนูขึ้นเล็งตรงมายังชูชก

 

เจตบุตร                 “อ้ายตาเฒ่แกเป็นใคร  ดั่นด้นมาทำไมถึงกลางป่านี้”

ชูชก                       “ช้า ๆ พ่อเอ๋ย ช้าก่อน”
เจตบุตร                 “ไม่ต้องพูดมากตายเสียเถอะอ้ายตาเฒ่า”

ชูชก                       “อย่าทำใจเร็วใจร้อนไปหน่อยเลยพ่อหลานชาย หลานน่ะยังไม่รู้อะไร ตานี่แหละเป็นราชทูตจะไปเฝ้าพระเวสสันดรล่ะ”

เจตบุตร                “ฮ้า ๆ ราชทูตเหรอ   ขี้ทูตน่ะสิ”

ชูชก                       “อย่าพูดอย่างนั้นหลานชาย ตาเป็นปุโรหิตเชียวนะ”

เจตบุตร                “มีอะไรเป็นเครื่องหมายราชทูตบ้างล่ะ”

ชูชก                        “อ๋อ มีสิ “  แล้วแกก็ล้วงลงไปในย่ามอันเต็มไปด้วยเสบียงกรัง คว้าเอาแผ่น  CD  ออกมาชูขึ้น พลางร้องบอกว่า

ชูชก                        “อ้ายหลานชาย นี่เป็นพระราชสาส์นซึ่งจะต้องถวายต่อพระองค์”  

เจตบุตร                 “พระราชสาส์นอะไรเป็นแบบนั้นข้าไม่เชื่อ”

ชูชก                        “โธ่ๆ  นี่มันยุคไหนกันแล้ว”

เจตบุตร                 “ฮ้า ๆ   ๆ    ยุค  2499   อันตพาลครองเมือง”

ชูชก                       “เฮ้ย ไม่ใช่  นี่   2549   กระเทยครองเมืองโว้ย”

เจตบุตร                 “เหรอ  คงจริงของแก่    งั้นมาคุยกันก่อนดีกว่าตา”

ชูชก                        “เออ  ช่วยบอกทางไปเขาวงกตให้หน่อยซิ”

     เจตบุตรถูก หลอกเสียจนหลงเชื่อว่าเป็นทูตจะมาเชิญเสด็จพระเวสสันดรกลับไปครองราชสมบัติดังเดิม จึงได้จัดเสบียงกรังมอบให้ตาชูชก พร้อมกับนำทางผ่านไปในป่าอันเป็นบริเวณที่ตนรักษาอยู่ เมื่อถึงแดนป่าใหญ่ก็ชี้ทางให้ตาชูชก

 

เจตบุตร               “โน้น ที่เห็นเป็นทิวแถวอยู่นั้นแหละ เขาหัวช้าง ต่อจากนั้นจะมีทางเดินไปสู่เขาวงกต ซึ่งพระเวสสันดรบำเพ็ญพรตอยู่ ”

  ชูชกก็เดินมุ่งไปตามทางที่เจตบุตรชี้ให้ ตราบจนผ่านเข้าเขตเขาวงกตเป็นเวลาจวนพลบ ชูชกจึงคิดว่า

 

ชูชก                       “ถ้าเราไปขอสองพระกุมารในตอนนี้ ซึ่งพระนางมัทรีกลับจากป่าเรื่องก็จะไม่สำเร็จแน่ เพราะธรรมดาสตรีน่ะเลือดในอกยากที่จะยกให้ใครไปได้ ต้องรอพรุ่งนี้พอมัทรีเข้าป่าไปเสียก่อนจึงเข้าไปขอจะดีกว่า”       เมื่อแกคิดเช่นนี้แล้วก็หาที่พักอาศัยหลับนอน

 

ฉากที่  3  พระเวสสันดร   ชาลี  กัณหา และพระนางมัทรีนอนหลับอยู่

                   เวลาดึกสงัดพระนางมัทรีก็เกิดฝันประหลาดพิศดารแสนน่ากลัวสยดสยองยิ่งนัก ในฝันนั้นมีบุรุษผู้หนึ่งรูปร่างกำยำล่ำสัน ทัดดอกไม้แดงทั้งสองหู ถือดาบอันคมกริบวิ่งวู่วามเข้ามาที่พระนาง จิกพระเกศาพร้อมกับเอาดาบผ่าพระอุระของพระนาง หยิบเอาหัวใจของพระนางไป แม้พระนางจะร่ำร้องสักเพียงไร บุรุษผู้นั้นก็ไม่สงสารเวทนา ได้หัวใจแล้วก็ปล่อยพระนางให้เป็นอิสระแล้วก็หันไป  (บรรยายด้วยบทร่าย)

                (เอโก  ปุริโส  ยังมีบุรุษผู้หนึ่งนั้นเติบโตดำล่ำสันเห็นพลึก  ผิวกายดำเป็นมันหมึกมืดดั่งมหาเมฆ  ดูโกเกกเก่งฉลาด   นุ่งผ้าย้อมฝาดคาดกาสาว์สักกระสันพันเป็นเกลียวเหนี่ยวเหน็บรั้ง  ผืนหนึ่งคาดพุง นุงนังจั้งมั่งทะมัดทะแมง  ทัดดอกไม้แดง  ทั้งสองหูดูสง่า   หัตถ์เบื้องขวานั้นถือดาบคมเขียวเป็นมันปลาบละเลื่อมแสงแกว่งกวัดฉวัดเฉวียนวิ่งวู่จู่เข้ามาถึงถีบทวารตึงทลายลู่  กระทืบเท้าตะคอกขู่คำรามสำราก  ฉวยชฎานางกระชากฉุดให้หลุดพลัด  รวบพระกรกระหวัดทั้งซ้ายขวาให้พระนางอุตตานภาพ  ฟาดด้วยดาบแล้วเหวี่ยงลงตรงพระพาหา  สองซ้ายขวาขาดเป็นสินพระกรกระเด็นดิ้นอยู่แดดาล    แล้วมิหนำซ้ำแขวะคว้านควักพระนัยเนตรทั้งสองปลิ้นให้วิ่นหวะ  เอาดาบฉะเชือดพระทรวงล้วงชำแหละแหวะหาพระหฤทัยพระนางนั้น)  

     พระนางได้แต่ร้อง ๆ จนตกใจตื่นเหงื่อชุ่มโชกไปทั่วพระวรกาย ใจยังเต้นไม่รู้หาย ไม่รู้ว่าเป็นอะไร คิดอะไรไม่ออก ต้องไปถามพระฤาษีเจ้าดูจะรู้เห็น พระนางมัทรีก็ค่อย ๆ เดินไปยังอาศรมของพระเวสสันดร เคาะประตูพระอาศรม ในขณะนั้นพระเวสสันดรก็ตื่นบรรทมแล้วเช่นกันเมื่อได้ยินเสียงเคาะก็ร้องถามออกมาว่า

 

มัทรี                        “เอ่  เราฝันไปหรือนี่  ช่างเป็นฝันร้ายเสียจริง จำต้องให้พระเวสสันดรทำนายให้หน่อยแล้วละ”

เวสสันดร             “ใครนั่นน่ะ?”
มัทรี                      “หม่อมฉันเอง”
เวสสันดร             “มัทรีเรอะ”
มัทรี                         “เจ้าข้า กระหม่อมฉัน”
เวสสันดร             “เอ๋ะ ก็เราเคยสัญญากันไว้ยังไงล่ะว่ากลางค่ำกลางคืนเราจะไม่ไปหากัน เจ้าลืมสัญญาแล้วหรือไร”
มัทรี                      “มิได้พระเจ้าข้า ที่กระหม่อมฉันมาเพราะมีเรื่องร้อนใจ”
เวสสันดร             “เรื่องอะไรล่ะ นั่งอยู่แต่ข้างนอกเถอะ แล้วเล่ามา”
มัทรี                       “คือว่าหม่อมฉันฝันไป”
เวสสันดร             “ฝันว่าอย่างไร”
มัทรี                       “ฝันว่ามีบุรุษกำยำล่ำสัน ทัดดอกไม้แดงทั้งสองหู ถือเอาดาบอันคมกล้า วิ่งมาแหวะหทัยหม่อมฉัน

แล้วควักเอาดวงใจหนีไป กระหม่อมฉันจึงต้องมาขอให้พระฤาษีเจ้าช่วยทำนายทายทักด้วย ว่าเป็นอย่างไร ใจของหม่อมฉันยังเต้นไม่หายเลย”

                 พระเวสสันดรได้สดับฟังพระสุบินที่พระนางมัทรีเล่าก็ทราบได้ทันทีว่าพรุ่งนี้จะมียาจกมาขอพระลูกเจ้าทั้งสอง แต่จะบอกไปตามตรงก็กลัวมัทรีจะไม่ไปป่า จะเป็นอันตรายแก่พระโพธิญาณที่พระองค์ประสงค์ จึงเบี่ยงบ่ายเสียว่า

 

เวสสันดร             “ไม่มีอะไรดอกพระนาง ธาตุวิปริตจึงทำให้ฝันร้าย เธอ เคยอยู่แต่ในที่อันมีแต่ความสุข มาอยู่ใน

อาศรมอันกระด้าง อาหารก็มีแต่เผือกกับมันผลไม้ ธาตุเธอจึงวิปริตไป อย่าตกใจอะไรเลย”

                พระมัทรีไม่ยากจะเชื่อแต่ก็ต้องเชื่อ เพราะผู้ทำนายได้ในที่นี้ก็ไม่มีใครนอกจากพระเวสสันดรเท่านั้น จึงทูลลากลับไปยังอาศรมบทของพระนาง

เวลารุ่งเช้าพระนางไม่อยากออกไปป่าเลย ให้ห่วงพระราชโอรสและธิดาทั้งสอง แต่ก็ไม่สามารถจะอยู่ได้ เพราะผลไม้เผือกมันทั้งหลายก็ดูจะเหลือเพียงเล็กน้อย จึงตระเตรียมเสียมและไม้ขอไม้คาน และกระเช้าเสร็จเรียบร้อยก็จูงมือสองพระกุมารเข้าไปฝากพระเวสสันดรไว้

 

มัทรี                        “กัณหา ชาลี  ลูกแม่  วันนี้อย่าไปเล่นที่ไกลๆ น่ะ  อยู่ใกล้เสด็จพ่อ

กัณหา และชาลี    “จ้ะเสด็จแม่  ลูกจะเล่นแถวนี้แหละ”

มัทรี                        “ชาลีเจ้าเป็นพี่ดูแลน้องด้วย  กัณหา  เจ้าก็เชื่อฟังพี่เขาน่ะ”

                แล้วมัทรีจูงมือลูกทั้งสองไปฝากพระเวสสันดร

 

มัทรี                        “เสด็จพี่ หม่อมฉันขอฝากลูกด้วย  ช่วยดูแลบ้าง อย่าให้ไปเล่นไกลน่ะเพค่ะ”

เวสสันดร             “ไปเถอะโยม  อย่าหวงทางนี้เลย   อาตมาดูแลให้เอง”

                แล้วมัทรีก็หาบกระบุงผลไม้ออกไป

ฉากที่  4      พระเวสสันดร   นั่งอยู่    ส่วนกัณหา  ชาลี  วิ่งเล่นกันอยู่ตามประสาเด็ก (เล่นม้าก้านกล้วย)    พระเวสสันดร ทราบดีว่าวันนี้จะมียาจกมาถึงสำนัก       จึงตรัสให้  พระชาลีและกัณหาไปคอยดูต้นทางที่จะมีใครไปมา

เวสสันดร             “กัณหา  ชาลี  มาหาพ่อหน่อยสิ”

ชาลี                        “พระเจ้าข้า   มีเหตุอันไรหรือ”

เวสสันดร             “ลูกไปดูซิมีใครเดินมา”

กัณหา                    “ตา  ๆ  เดินทางมาไกล  หลานช่วยถือของให้น่ะจ่ะ”

ชูชก                        “เฮ้ย  เจ้าเด็กน้อย  ออกไป  เจ้าไม่รู้ว่าข้าเป็นอะไร”

ชาลี                        “ไม่รู้จ๊ะ  ตาคงจะท้องได้หลายเดือนสิน่ะ   พุงป่องอย่างนี้”

ชูชก                        “อ้ายเด็กบ้า  ไปให้พ้น  เสือร้ายจะเดิน  ลูกแกะ อย่างเจ้า  อย่างขวาง  เดี่ยวฮืม……”

                ชูชกทำท่าเหมือนกินเด็ก  เด็กๆ ต่างวิ่งหนีออกไป  ชูชกเข้าไปหาพระเวสสันดร   เมื่อเข้ามาถึงก็ทักทายปราศรัยกันเรียบร้อยแล้ว ตาแกก็เริ่มอารัมภบท ชักแม่น้ำทั้ง  ๕   มาปรารภ (บรรยายด้วยบทร่าย)

                (วาริวโห  เมาะ  ปญฺจมหานทิโย  พระคุณเจ้าเอ่ยอันว่าแม่น้ำทั้งห้าห้วงกระแสสายชลชลาไหลมาจากห้วงคงคาเป็นห้าแถว  นองไปด้วยน้ำแนวเต็มติรติรานามชื่อว่า  คงคา  ยมุนา  อจีรวดี  สรภูนที  มหิมหาสาคเรศ  จึ่งแตกเป็นนิเทศกุนทีน้อยๆ  ประมาณห้าร้อยโดยสังขยา  ปูโร  ไหลหลั่งถั่งมาล้นลบกระทบกระทั่งฟากฝั่งฟุ้งเป็นฝอยฝน    บ้างก็เป็นวังวนวุ้งชะวากเวิ้ง  บ้างก็เป็นกระพังพระเพิงกระพังพุ  บ้างก็เป็นดะดุดะดั้นกระเด็นดาษดั่งดวงแก้วตามทางแถวแนวท่อธาร  ไหลสะๆ ซ่านสะเซาะโซมเสียงระๆ  ระโรมโครม  ครื้นครั่น  พิลึกลั่นบันลือหือฤาหรรษ์  บ้างก็เลี้ยวลัดดัดดั้นชลาไหล  บ่าไปสู้บ่อบึงบางน้อยใหญ่นับอเนกอนันต์   เป็นคลื่นหมื่นมหันต์ไหไหลฟุ้งซ่านสุดที่จะพรรณนา   ย่อมเป็นที่อาศัยทั่วไปแก่ฝูงปลานานาสรรพสัตว์ในภูมิพื้นจังหวัดมงคลทวีป  ฝูงชนได้เลี้ยงชีพก็ชุ่มชื่น  ถึงจะวิดวักตักตวงทุกค่ำคืนทิวาวัน  ถึงจะทดท่อระหัดหันเข้าทุ่งนาป่าและดง  น้ำในสาครจะน้อยลงก็หามิได้  เสมือนหนึ่งน้ำพระทัยทูลกระหม่อมแก้ว  อันยาจกมาถึงแล้วไม่เลือกหน้า  ตามแต่จะปรารถนาทุกยวดยาน  กาญจนอลงกตรถรัตนอัศวสรรพสรรพัดพิพิธโภไคยจนกระทั่งถึงภายในปัญจมหาบริจาค  อันเป็นยอดยากยิ่งทานไม่ท้อถอย  ด้วยพระองค์หมายมั่นพระองค์พระสร้อยสรรเพชญญาณพระคุณเจ้าเอ่ย  ข้าพระสมภารนี่เป็นคนจนทุพพลภาพสุดเข็ญจะหาเช้าได้กินเย็นก็ทั้งยาก  ครั้งนี้อุตส่าห์บ่ายบากบุกป่าฝ่าพงพนัสแสนกันดารหวังจะรับพระราชทานพระชาลีกัณหาไปเป็นทาสาทาสทาสี  ขอพระองค์จงทรงยกยอดปิยบุตรทานบารมีให้แก่ข้าธชีนี้เถิด)

 

เวสสันดร             “อ๋อ   ตาเฒ่าจะขอลูกของเราหรือ   พล่ามมาตั้งนาน  เอาสิ  เรายินดียกให้  เราก็อยากจะทำทานอยู่                               แล้ว”

 ชูชก                       “โอ้  ขอขอบพระคุณพระเจ้าข้า     เอ๋   แล้วไหนละ  2  กุมาร  หายไปไหน”

               แต่ในขณะนั้นเอง พอพระชาลีและกัณหารู้ว่าพระบิดายกตนให้แก่พราหมณ์ผู้ร้ายกาจ บังเกิด ความกลัว ก็หลบลี้หนีเข้าไปซ่อนตัวอยู่ในสระบัว เอาใบบัวบัวศรีษะไว้ ตาชูชกพอขอได้แล้วก็เหลียวไปดูไม่เห็นสองพระกุมาร ก็เริ่มบริภาษพระเวสสันดรเป็นการใหญ่

ชูชก                          “ชิชะ   ทำเป็นคนใจดี พอขอปุ๊บก็ยกให้ปั๊บ แต่พอจะเอาเข้าจริง   สิขายหน้า เด็กสองคนก็ร้าย

เหลือพอพยักหน้าหมับก็โดดผลับ หายไปเลย เขาว่าพระเวสสันดรใจดี เห็นจะไม่จริงเสียกระมัง”

เวสสันดร             “เถอะน่า    ใจเย็นๆ  บอกว่ายกให้ก็ต้องได้สิ   เดียวอาตมาเรียกมาให้เอง”

เวสสันดร             “กัณหา    ชาลี  ลูกอยู่ไหน  มาหาพ่อเร็วๆ  “

พระเวสันดรก็มิได้โกรธเคือง ทรงพิจรณาเห็นว่าสองกุมารคงจะกลัวจึงไปหลบซ่อนกายอยู่ภายนอก จึงพูดปลอบใจชูชกแล้วออกติดตามสองกุมาร เพื่อนำมามอบให้ตาชูชก เสด็จออกไปเที่ยวค้นหา ตราบจนกระทั่งถึงสระบัวเห็นรอยเท้าขึ้นแต่ไม่เห็นรอยเท้าลง ก็รู้แน่ว่าสองกุมารอยู่ในสระ

                จึงตรัสเรียกชาลี เตือนให้รู้ว่าเป็นลูกกษัตริย์และจะช่วยให้พระราชบิดาได้บำเพ็ญบารมีเพื่อโพธิญาณ โดยเปรียบ พระชาลีเหมือนเรือ ซึ่งจะขี่ข้ามห้วงน้ำให้สำเร็จประโยชน์

 

เวสสันดร             “กัณหา   ชาลี  เจ้าทั้งสองไปอยู่ไหน    เจ้าได้ยินหรือไม่  เจ้าปล่อยให้ไอ้เฒ่าชูชกมันด่าพ่ออยู่ฉอดๆ

ลูกทั้งสองมิรู้หรือ  เจ้าเปรียบดั่งสำเภาทอง  ที่จะนำสู่พระโพธิญาณ  อันจะนำมาซึ่งประโยชน์                                      สุขของชาวโลกทั้งปวง”

                พระชาลีได้คิดก็เปิดใบบัว แล้วขึ้นมากราบกับพระบาท ทรงถามถึงกัณหา ซึ่งพระชาลีก็บอกเป็นนัย ๆ พระเวสสันดรก็ตรัสเรียกโดยในเดียวกับชาลี พระกัณหาก็ได้ขึ้นมากราบพระบาททรงนำสองกุมารไปมอบให้ตาชูชก  ตาแก่ชูชกเมื่อได้รับพระราชทานสองพระกุมารจากพระเวสสันดรแล้วก็เอาเถาวัลย์มาผูกข้อหัตถ์ของสองพระกุมารที่น่าสงสารแล้วขู่ตระคอกต่อพระพักตร์ของพระเวชสันดร แล้ว รีบพาจากไปเพราะกลัวจะพบพระมัทรี

 

ฉากที่   5   พระมัทรีหาบผลไม้  เดินอยู่ในป่า

พระมัทรีที่อยู่ในป่า วันนี้ดูวิปริตผิดไปทุกอย่างทุกประการ เดี๋ยวเสียมหลุดมือ เดี๋ยวกระเช้าหล่น เดี๋ยวไม้ขอไม้คานพลัด อะไรต่อมิอะไรดูมันวุ่นวายไปหมด ที่ ๆ เคยมีผลไม้เผือกมันก็บังเอิญไม่มี ซึ่งพระนางก็ต้องบุกไกลออกไปกว่าที่เคย ได้มาบ้างพอสมควรแล้วก็รีบกลับอาศรม เพราะห่วงสองกุมาร แต่พอมาถึงกลางทางซึ่งเป็น ทางแคบเดินได้เฉพาะตัว ก็พบสัตว์ ๓ ตัวคือ ราชสีห์ เสือเหลือง และเสือโคร่ง นอนขวางทางอยู่ นางไม่สามารถจะไปได้      ก็วางสิ่งของยกมือวอนไหว้ขอทาง แต่ทั้งสามสัตว์ซึ่งเทวดาแปลงกายมาเพื่อสกัดทางไม่ให้พระมัทรีไปทันสองพระกุมาร ก็แกล้งนอนขวางหนทางอยู่เฉย ๆ

มัทรี                        “พี่เสือ  หลีกทางให้น้องเถอะ   น้องจะไปดูแลลูก  ลูกๆ คงจะหิวนมแล้ว”   “โธ่   พี่สิงห์  อย่ามาขวางทางน้องเลย    นี่เห็นไม่   น้องจะเอาผลไม้เหล่านี้  ไปถวายพระฤาษี  ปานฉะนี้คงพ้นเพลแล้วกระมัง”   “หรือว่าพี่ๆๆ   ต้องการอาหาร   เอาน้องจะแบ่งให้ครึ่งหนึ่ง  โปรดหลีกทางให้น้องเถิด”

จนกระทั่งเวลาจวนพลบ ตาชูชกและสองกุมารพ้นประตูป่าไปแล้ว ทั้งสามสัตว์ก็หลีกทางหายไป พระมัทรีก็ดุ่มเดินกลับบรรณศาลา อะไรมันผิดดูแปลกตาไปเสียหมดทุกอย่าง ทุก ๆ วันทั้งสองเคยมาดักหน้าดักหลัง

มัทรี                        “พ่อชาลี     แม่กัณหา   ยอดรักของแม่   แม่มาแล้วลูกอยู่ไหน   วันนี้แม่ได้ส้มมาด้วยนะ  มากินกันเร็วๆ  “

แต่มาวันนี้ช่างเงียบเสียจริง ๆ คงเล่นเพลินอยู่ที่พระบิดาก็เป็นได้ พระนางก็รีบด่วนเดินเข้าไปยังบรรณศาลาของพระเวสสันดร ก็ไม่เห็นพระสองลูกรักก็ใจหายวาบ ตายจริงนี่อะไรกัน

 

มัทรี                        “พระฤาษี  ลูกๆ   ไปเล่นอยู่ไหนกันล่ะ”

มัทรี                        “โธ่   พระฤาษีจะเฉยเป็นทองไม่รู้ร้อนอยู่ไย   ลูกๆ  หม่อมฉันหายไปไหน  ช่วยบอกทีเถิด”

สอบถามพระเวสสันดรก็ไม่ตรัสด้วย ยิ่งทำให้กลุ้มมากขึ้น พระนางออกตามหาสองพระกุมารสักเท่าใดก็ไม่มีเสียงขาน จึงกลับมายังบรรณศาลา จะถามสักเท่าใดพระเวสสันดรก็นิ่งเฉย แต่พอพูดขึ้นมาก็ยิ่งทำให้กลุ้ม

 

เวสสันดร             “ทุก ๆ ครั้งเคยกลับแต่วัน วันนี้คงชมดงชมป่าเพลินไปนะ จึงกลับเอามืดค่ำ ในป่าไม่ใช่มีแต่สัตว์

วิชาธรณ์คนธรรพ์ตลอดจนพรานป่าก็มีมากมาย  หรือเห็นว่าพี่บวชเป็นฤาษี  เจ้าคิดจะมีชู้หรือไร    เห็นจะสมใจเจ้าแล้วสินะ  ถึงได้กลับเอาค่ำมืดอย่างนี้”

มัทรี                        “พระพุทธเจ้าข้า  ควรมิควรสุดแท้แต่จะทรงพระกรุณาโปรด   ที่ข้าพระพุทธเจ้ากลับมาช้าเพราะ   เกิดเหตุขึ้นในป่า     มีสัตว์ร้ายมาขวางทาง  มาไม่ได้   ที่พระองค์ด่าว่ามีชู้หานั้นเป็นจริงไม่  พระองค์ก็น่าจะรู้อยู่แก่ใจ   หม่อมฉันมัทรีอุตสาห์ติดตามพระองค์มาอยู่ป่า     เพื่อเป็นข้ารับใช้ใต้เบื้องยุบาท  เมื่อพระองค์ไม่ทรงกรุณา  ไยมาด่าให้สาใจ  มัทรีขอทูลลาไปหา  ลูกทั้งสอง”

มัทรี                        “กัณหา   ชาลี    ๆ   ๆ    ๆ    ๆ”

    พระนางถึงกับสอึก แต่ความทุกข์เรื่องลูกทั้งสองมีมากกว่า ก็คร้านจะต่อปากต่อคำ ก็วนเวียนค้นหาไปเรื่อยไป พร้อมกับร้องไห้สะอึกสะอื้น ทุกข์อะไรเล่าจะมีล้นไปกว่าทุกข์ของแม่ที่ลูกหาย ไม่ทราบว่าตายหรือเป็น หาแล้วหาอีก ร้องไห้ตะโกนไป เรียกไปเสียงแหบเสียงแห้ง จนกระทั่งจวนสว่างพระนางก็หมดกำลัง พอกับมาถึงหน้าพระอาศรมก็สลบหมดสติแน่นิ่งไป   (บรรยายด้วยร่าย)

(ควรจะสงสารเอ่ยด้วยนางแก้วกัลยานีน้อมพระเกศีทูลถามหวังจะติดตา ม  พระลูกรักทั้งสองรา    กราบถวายบังคมลาลุกเลื่อนเขยื้อนยกพระบาทเยื้องย่าง   พระกายนางให้เสียวสั่นหวั่นไหวไปทั้งองค์   ดุจชายธงอันต้องลมอยู่ลิ่วๆ   สิ้นพระแรงโรยเธอโหยหิวระหวยทรวง  พระศอเธอหงุบง่วงดวงพระพักตร์เธอผิดเผือดให้แปรผัน   จะทูลสั่งก็ยังมิทันที่จะทูลเลย   แต่พอตรัสว่าพระคุณเจ้าเอ๋ย  คำเดียวเท่านั้นก็หายเสียงเอียงพระกายบ่ายศิโรเพฐน์  พระเนตรหลับหับพระโฮษฐ์ลงทันที  วิสญฺญี  หุตฺวา   นางก็ถึงวิสัญญีสลบลงตรงหน้าฉาน   ปานประหนึ่งว่าพุ่มฉัตรทองอันต้องสายอัสนีฟาด  ขาด  ระเนนเอนแล้วก็ล้มลง  ตรงหน้าพระที่นั่งเจ้า   นั้นแล) 

               พระเวสสันดรแสนจะตกใจ เพราะเกรงว่านางจะตายเสีย จึงตรงเข้าไปจับต้องตัวนางก็เห็นว่าร่างยังอบอุ่นอยู่ ก็สงสารเห็นความทุกข์ของนาง ลืมตัวว่าเป็นฤาษีก็ยกเศียรนางขึ้นพาดตัก แล้วนวดแฟ้นเท่าที่จะทำได้ เป็นครู่ใหญ่ พระนางก็รู้สึกตัว

 

เวสสันดร             “มัทรี    เจ้าตื่นแล้วหรือ”

มัทรี                        “พระเจ้าข้า    พระลูกรักทั้งสองของเราไปอยู่ที่ใด”

เวสสันดร             “ดูกรเจ้ามัทรี   เจ้าจงตั้งใจฟังให้ดี    อันสองกุมารนี้พี่ยกให้เป็นทานแก่ตาเฒ่าชูชกไปแล้ว”

มัทรี                        “โอ่  !  ลูกแม่”

เวสสันดร             “ พระน้องแก้ว     เจ้าอย่าโศกศัลย์      จงตั้งจิตของเจ้านั้น    ให้โสมนัส ศรัทธา  ในบุตรทานบารมีนี้เทอญ”

มัทรี                        “สาธุ”

 

(สา  มทฺที   ส่วนสมเด็จพระมัทรีศรีสุนทรบวรราชธิดามหาสมมุติวงศ์วิสุทธิสืบสันดานมา  วราโร

หา  ทรงพระพักตร์ผิวผ่องดุจเนื้อทองไม่เทียบสี  มีพระเกียรติยศอันโอฬารล้ำเลิศวิไลลักษณ์ยอดกษัตริษ์  อันทรง

พระศรัทธาโสมนัสนบนิ้วประนมน้อมพระเศียรเคารพทาน  ท้าวเธอก็ชื่นบานบริสุทธิ์ด้วยปิยบุตรมิ่งมกุฏทานอัน

พิเศษ   ฝ่ายฝูงอมรเทเวศทุกวิมานมนเทียรทุกหมู่ไม้ก็ยิ้มแย้มพระโอษฐ์ตบพระหัตถ์อยู่ฉาดฉาน  ร้องสาธุการ

สรรเสริญเจิญทานบารมี  ทั้งสมเด็จอมรินทร์เจ้าฟ้าสุราลัยอันเป็นใหญ่ในดาวดึงส์สวรรค์ก็โปรยปรายทิพยบุปผาก

รอง  ทั้งพวงแก้วและพวงทองก็โรยร่วงจากกลีบเมฆกระทำสักการบูชาแก่สมเด็จนางพระยามัทรี  ท้าวเธอทรง

กระทำอนุโมทนาทาน    แห่งพระเวสสันดรราชฤาษีผู้เป็นใหญ่   พระภัสดา  อิติ  เมาะ  อิมินา  ปกาเรน  ด้วยประการ

ดังนี้แล                                                 

 

 

ปิดม่าน

จบ

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

Advertisements

หนึ่งความคิดบน “บทละครเรื่องพระเวชสันดรชาดก”

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

ภาษาไทยใครว่ายาก

%d bloggers like this: